บางกะม่า
หลายปีมาแล้วผมเคยขึ้นไปบนภูเขาบางกะม่าที่โป่งกระทิงบน
อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ขึ้นไปสองครั้ง ครั้งแรกไปกับอาจารย์ ศึกษานิเทศก์จังหวัด
ครั้งที่ 2 ขึ้นไปกับลูกชาย โดยจ้างรถเครื่องขับไปบนนั้น เที่ยวหนึ่งไป-กลับคิด 100
บาทGENTING CROWN
บนนั้นเป็น "สำนักสงฆ์บางกะม่า" สถานที่ปฏิบัติธรรมที่เงียบสงัดดีมาก ภูเขาสูงว่าระดับน้ำทะเล 520 เมตร จากพื้นล่างขึ้นไปถึงสำนัก ระยะทางประมาณ 6 กม.เศษ ที่สำคัญทางขึ้นลำบากมาก รถยนต์จะขึ้นไปต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้นถึงจะขึ้นได้ เพราะหนทางสูงๆ ต่ำๆ หลายตอน ผมเองมีรถโฟร์วีลยังไม่กล้าขับขึ้นไป ใจไม่กล้าพอ
ขึ้นไปสมัยนั้นเพราะชอบป่า ชอบความสงบ ต้นไม้ใหญ่มากมาย ที่สำคัญคือได้เห็นต้นผึ้ง! ต้นหนึ่งสูงมากอยู่ข้างลำธารน้ำ จะเดินข้ามต้องใช้สะพาน จึงจะไปถึงกุฏิที่ปฏิบัติ
ความประทับใจบางกะม่ายังนึกถึงตลอด อยากขึ้นไปอีกจะได้สัมผัสกับพระผู้ปฏิบัติธรรมบนลูกเขาสูงนั้น
จากบ้านราชบุรี...ผมขับรถไปสี่แยก อ.ปากท่อ ระยะทาง 20 กม. ขับรถเลี้ยวขวาแวะร้านขายอะไหล่รถยนต์ไปรับช่างเล็ก เขาเริ่มสนใจธรรมและนั่งสมาธิทุกวันแล้ว เหล้า บุหรี่หยุด คุยกับผมแล้วเกิดศรัทธา ปัจจุบันบอกรับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์อ่านทุกวันอาทิตย์ เกี่ยวกับธรรมคำสอนผม
ชวนช่างเล็กขึ้นรถแล้วขับตรงไปจนถึงโป่งกระทิงบน 45 กม. ถึงศาลาพักหน้าวัดโป่งกระทิง พวกเมล์รถเครื่องรับจ้างบอกว่ารถลุงขับขึ้นไปได้เลย ทางก็ไม่ขรุขระ ถ้าไม่ใช่รถโฟร์วีลขึ้นไม่ได้
ผมตัดสินใจขับ! เมื่อขึ้นไปถึงกลับคิดว่า ไม่ยากอย่างที่คิดกลัว เราไม่ประมาทเสียอย่าง
ระหว่างทางมีบ้านชาวกะเหรี่ยงปลูกอยู่ข้างทางให้เห็นหลายหลัง พวกนี้มีรถเครื่องทั้งนั้น เขาขับเป็นว่าเล่น เพราะชินกับทางขึ้นทางลงมานานGENTING CROWN
ก่อนเข้าสำนักสงฆ์มีป้ายกระดานติดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่า "สำนักสงฆ์บางกะม่า" คำว่าบางกะม่าเป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า หนองน้ำหรือสระน้ำ ครั้งก่อนที่ผมมายังเดินขึ้นไปบนลูกเขาอีก สูงมากบนนี้มีสระน้ำด้วย
พอถึงลานสำนักสงฆ์เกิดความรู้สึกทันที พื้นลานดินสะอาดมาก พระและหญิงปฏิบัติกำลังกวาดใบไม้อยู่ ถ้าจะพูดไปแล้วศาลา กุฏิ โรงครัวสะอาดเป็นระเบียบไปหมด และตั้งอยู่ระหว่างหมู่ไม้ใหญ่ของป่าบนเขาที่ยืนต้นสงบนิ่ง
เดินไปทางสะพานข้ามลำรางน้ำ ต้นผึ้งต้นเดิมยังสูงชะลูด เลื่อมเงานวลขาวเช่นเดิม เดี๋ยวนี้ไม่มีตัวผึ้งเกาะ
ด้านหน้าศาลามีรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อคันใหม่ ช่างกำลังต่อเติมให้สมบูรณ์ ท่านอาจารย์บอกว่ามีโยมมาถวายให้พระได้ใช้ขึ้นๆ ลงๆ เขาและเพื่อสะดวกแก่สำนักสงฆ์ที่จะใช้ขนภาระต่างๆ ได้ เวลาบ่าย 3 โมงเศษ ท่านอาจารย์ทวี สุจิตฺโต มานั่งที่ศาลา ผมเข้าไปกราบท่าน หยิบหนังสือ "ทางธรรม" 5 เล่มถวาย แต่ท่านรับไว้ 2 เล่มเท่านั้น และบอกว่าที่สำนักมีหนังสือเยอะมากไปแล้ว
อาจารย์ทวี สุจิตฺโต เจ้าสำนักสงฆ์บางกะม่า เกิดวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2505 ปีขาล เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ ที่หมู่บ้านพรึก ต.แชแล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี บิดานายอ่อนสี จันเทพา มารดาชื่อบุญ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรคนโต อาชีพทำนา เรียนจบ ป.4
บวชเมื่ออายุ 21 ปี ที่วัดป่ามัชฌิมวงศ์รัตนาราม อยู่ 1 พรรษา แล้วมาอยู่วัดบรรพตคีรี ภูจ้อก้อ กับท่านหลวงปู่หล้า เขมะปตฺโต อยู่เป็นศิษย์ท่าน 10 ปีGENTING CROWN
หลังจากนั้นก็มาอยู่ที่บางกะม่าที่นี่ ท่านเดินธุดงค์ไปทางป่าละอู มีเพื่อนพระด้วยกันบอกว่าเคยไปจังหวัดราชบุรี ที่โป่งกระทิงบ้างไหม? ที่นั่นเป็นป่าอุดมสมบูรณ์และวิเวกดี ก็เลยเดินธุดงค์มาองค์เดียว
"เลยลองจำพรรษาดูและก็อยู่เรื่อยมา" ท่านเล่า
"และคิดว่าจะอยู่ชั่วคราว ถ้าใครมาอยู่ก็จะยกให้ท่านดูแลต่อ ก็ไม่มี ก็เลยต้องอยู่ต่อ"
มาอยู่ที่บางกะม่าเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2537 คิดถึงปัจจุบันก็ได้ 18 ปี พระที่อยู่บนเขานี้ไปๆ มาๆ ปัจจุบันมีแค่ 4 องค์ ที่บวชนานหน่อยมีอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่งบวช 8 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ อีกองค์หนึ่งบวช 10 ปี เป็นคน อ.วัดเพลง บวชมาจากวัดตาล จ.ราชบุรี
สมัยก่อนผมขึ้นมานานแล้ว เพราะเจ้าสำนักไม่ใช่ท่าน เป็นศิษย์มาจากวัดหนองน้ำขาว ใกล้ๆ กับวัดหนองโพ อ.โพธาราม บนลูกเขาบางกะม่านี้หากพระปฏิบัติไม่อดทนพอคงอยู่ยาก เพราะบางกะม่าโดดเด่นอยู่บนยอดภูเขา ตามไหล่เขาก็มีแต่ชนชาวกะเหรี่ยงจนๆ ทั้งสิ้น อาหารการฉันถึงแม้จะบิณฑบาตได้มาก็จริง แต่อาหารกะเหรี่ยงไม่ใช่จะฉันง่ายๆ เพราะรสต่างกันGENTING CROWN
แต่ทางสำนักสงฆ์ก็มีโรงครัวเอง ดูจะสมบูรณ์และสะอาดสะอ้าน ดูเป็นระเบียบด้วย
พระปฏิบัติต้องอดทนและมักน้อยเป็นพื้นฐาน ถ้าพระภิกษุองค์ใดปฏิบัติได้ บางกะม่าก็เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพระสงฆ์ที่ตั้งใจจะเห็นธรรมจริง!
สำนักสงฆ์แห่งนี้ฉันวันละมื้อและฉันในบาตร วันปกติเช้าต้องออกบิณฑบาต กลับที่พัก บ่ายต้มน้ำและกวาดเช็ดถูศาลา 4 โมงสรงน้ำแล้วกลับที่พักภาวนา
"บวชครั้งแรกก็ไม่มีศรัทธาอะไร บวชเพราะแทนคุณพ่อแม่"
"เรื่องบุญบาปไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจ เห็นเขาบวชก็คงบวชตามประเพณีเท่านั้น"
เมื่อบวชก็ศึกษาธรรม ทั้งอาจารย์ท่านเทศน์สั่งสอน เกิดศรัทธาอยากรู้อยากเห็นธรรมะที่ท่านพูด มาปฏิบัติภาวนานี่แหละจึงพอรู้เรื่องสวรรค์ นรก บาป บุญ คุณ โทษ มีแน่!
วันที่มันเกิดครั้งแรกของการภาวนา มันเกิดตอนเดินจงกรม จิตจึงรู้ จึงเข้าใจได้ สาเหตุเกิดจากไปทำความสะอาดส้วม แล้วทำฝาส้วมแตกเลยถูกครูดุ!
"นักปฏิบัติภาวนาอย่างไร จิตอยู่ที่หนึ่ง สติอยู่ที่หนึ่ง ของแค่นี้ก็รักษาไม่ได้" จากคำพูดหลวงปู่หล้า
6 โมงเย็นที่ภูจ้อก้อ ตั้งใจจะเดินจงกรมภาวนาให้รู้ ให้เข้าใจคำพูดที่หลวงปู่หล้าดุนั้น 3 รอบแรกพุทโธอย่างเดียว ขวาพุทธ ซ้ายโธ มีสติรู้อยู่ เดินอยู่เกือบชั่วโมง จิตผู้รู้มันเกิดมารวมอยู่ตรงกลางหน้าอก! ตัวรู้เด่น ร่างกายเบา ผู้รู้มันเด่นGENTING CROWN
"เลยรู้คำของท่านหลวงปู่ จิตไปกังวลอยู่กับท่าน สติที่ทำเลยขาด" ท่านเล่า
"จิตเป็นสมาธิเป็นอย่างนี้ เลยรู้ขึ้นมา เกิดปีติน้ำตาไหล"
คืนนั้นตั้งใจเดินตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน เพราะมันเกิดปีติขึ้น ไปไหว้พระแล้วนั่งภาวนาต่อถึงตี 4 เรียกว่าคืนนั้นไม่ได้นอน
"มาอยู่ที่นี่ไม่สงสัยมรรคผลในธรรมะ"
อยู่ที่นี่ทำอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั่วโมง ปฏิบัติกับตนเองให้ได้เสียก่อน สวรรค์นรกไม่ต้องสงสัย เพราะเราจะรู้ชัดด้วยตัวของเรา จิตของเราคือผู้รู้!
เหตุจริงๆ มันเกิดที่จิต เวียนว่ายตายเกิดเพราะไปยึด เราไม่รู้ความเป็นจริง!
"จิตที่มีอวิชชา คือมีความหลงอยู่"
"ถ้าเราไม่สามารถทำลายความหลงได้ เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป"
"สมาธิเป็นเรื่องรู้ส่วนตัว เป็นเรื่องพูดยาก ผู้ปฏิบัติถึงจะรู้เอง"
"ความสุขอยู่ที่จิต! ถ้าจะไปหาความสุขที่อื่น มันหาไม่เจอหรอก!"
"การจะหาความสุขที่จิตได้ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม" GENTING CROWN
เมื่อจิตสงบแล้วความสุขจะเกิดขึ้น เราจะรู้เอง เพราะได้สัมผัสเอง
ถ้าจิตเกิดเช่นนี้ คือสงบได้แล้วเราจะเกิดศรัทธา และปฏิบัติให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้!
บนนั้นเป็น "สำนักสงฆ์บางกะม่า" สถานที่ปฏิบัติธรรมที่เงียบสงัดดีมาก ภูเขาสูงว่าระดับน้ำทะเล 520 เมตร จากพื้นล่างขึ้นไปถึงสำนัก ระยะทางประมาณ 6 กม.เศษ ที่สำคัญทางขึ้นลำบากมาก รถยนต์จะขึ้นไปต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้นถึงจะขึ้นได้ เพราะหนทางสูงๆ ต่ำๆ หลายตอน ผมเองมีรถโฟร์วีลยังไม่กล้าขับขึ้นไป ใจไม่กล้าพอ
ขึ้นไปสมัยนั้นเพราะชอบป่า ชอบความสงบ ต้นไม้ใหญ่มากมาย ที่สำคัญคือได้เห็นต้นผึ้ง! ต้นหนึ่งสูงมากอยู่ข้างลำธารน้ำ จะเดินข้ามต้องใช้สะพาน จึงจะไปถึงกุฏิที่ปฏิบัติ
ความประทับใจบางกะม่ายังนึกถึงตลอด อยากขึ้นไปอีกจะได้สัมผัสกับพระผู้ปฏิบัติธรรมบนลูกเขาสูงนั้น
จากบ้านราชบุรี...ผมขับรถไปสี่แยก อ.ปากท่อ ระยะทาง 20 กม. ขับรถเลี้ยวขวาแวะร้านขายอะไหล่รถยนต์ไปรับช่างเล็ก เขาเริ่มสนใจธรรมและนั่งสมาธิทุกวันแล้ว เหล้า บุหรี่หยุด คุยกับผมแล้วเกิดศรัทธา ปัจจุบันบอกรับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์อ่านทุกวันอาทิตย์ เกี่ยวกับธรรมคำสอนผม
ชวนช่างเล็กขึ้นรถแล้วขับตรงไปจนถึงโป่งกระทิงบน 45 กม. ถึงศาลาพักหน้าวัดโป่งกระทิง พวกเมล์รถเครื่องรับจ้างบอกว่ารถลุงขับขึ้นไปได้เลย ทางก็ไม่ขรุขระ ถ้าไม่ใช่รถโฟร์วีลขึ้นไม่ได้
ผมตัดสินใจขับ! เมื่อขึ้นไปถึงกลับคิดว่า ไม่ยากอย่างที่คิดกลัว เราไม่ประมาทเสียอย่าง
ระหว่างทางมีบ้านชาวกะเหรี่ยงปลูกอยู่ข้างทางให้เห็นหลายหลัง พวกนี้มีรถเครื่องทั้งนั้น เขาขับเป็นว่าเล่น เพราะชินกับทางขึ้นทางลงมานานGENTING CROWN
ก่อนเข้าสำนักสงฆ์มีป้ายกระดานติดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่า "สำนักสงฆ์บางกะม่า" คำว่าบางกะม่าเป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า หนองน้ำหรือสระน้ำ ครั้งก่อนที่ผมมายังเดินขึ้นไปบนลูกเขาอีก สูงมากบนนี้มีสระน้ำด้วย
พอถึงลานสำนักสงฆ์เกิดความรู้สึกทันที พื้นลานดินสะอาดมาก พระและหญิงปฏิบัติกำลังกวาดใบไม้อยู่ ถ้าจะพูดไปแล้วศาลา กุฏิ โรงครัวสะอาดเป็นระเบียบไปหมด และตั้งอยู่ระหว่างหมู่ไม้ใหญ่ของป่าบนเขาที่ยืนต้นสงบนิ่ง
เดินไปทางสะพานข้ามลำรางน้ำ ต้นผึ้งต้นเดิมยังสูงชะลูด เลื่อมเงานวลขาวเช่นเดิม เดี๋ยวนี้ไม่มีตัวผึ้งเกาะ
ด้านหน้าศาลามีรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อคันใหม่ ช่างกำลังต่อเติมให้สมบูรณ์ ท่านอาจารย์บอกว่ามีโยมมาถวายให้พระได้ใช้ขึ้นๆ ลงๆ เขาและเพื่อสะดวกแก่สำนักสงฆ์ที่จะใช้ขนภาระต่างๆ ได้ เวลาบ่าย 3 โมงเศษ ท่านอาจารย์ทวี สุจิตฺโต มานั่งที่ศาลา ผมเข้าไปกราบท่าน หยิบหนังสือ "ทางธรรม" 5 เล่มถวาย แต่ท่านรับไว้ 2 เล่มเท่านั้น และบอกว่าที่สำนักมีหนังสือเยอะมากไปแล้ว
อาจารย์ทวี สุจิตฺโต เจ้าสำนักสงฆ์บางกะม่า เกิดวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2505 ปีขาล เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ ที่หมู่บ้านพรึก ต.แชแล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี บิดานายอ่อนสี จันเทพา มารดาชื่อบุญ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ท่านเป็นบุตรคนโต อาชีพทำนา เรียนจบ ป.4
บวชเมื่ออายุ 21 ปี ที่วัดป่ามัชฌิมวงศ์รัตนาราม อยู่ 1 พรรษา แล้วมาอยู่วัดบรรพตคีรี ภูจ้อก้อ กับท่านหลวงปู่หล้า เขมะปตฺโต อยู่เป็นศิษย์ท่าน 10 ปีGENTING CROWN
หลังจากนั้นก็มาอยู่ที่บางกะม่าที่นี่ ท่านเดินธุดงค์ไปทางป่าละอู มีเพื่อนพระด้วยกันบอกว่าเคยไปจังหวัดราชบุรี ที่โป่งกระทิงบ้างไหม? ที่นั่นเป็นป่าอุดมสมบูรณ์และวิเวกดี ก็เลยเดินธุดงค์มาองค์เดียว
"เลยลองจำพรรษาดูและก็อยู่เรื่อยมา" ท่านเล่า
"และคิดว่าจะอยู่ชั่วคราว ถ้าใครมาอยู่ก็จะยกให้ท่านดูแลต่อ ก็ไม่มี ก็เลยต้องอยู่ต่อ"
มาอยู่ที่บางกะม่าเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2537 คิดถึงปัจจุบันก็ได้ 18 ปี พระที่อยู่บนเขานี้ไปๆ มาๆ ปัจจุบันมีแค่ 4 องค์ ที่บวชนานหน่อยมีอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่งบวช 8 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ อีกองค์หนึ่งบวช 10 ปี เป็นคน อ.วัดเพลง บวชมาจากวัดตาล จ.ราชบุรี
สมัยก่อนผมขึ้นมานานแล้ว เพราะเจ้าสำนักไม่ใช่ท่าน เป็นศิษย์มาจากวัดหนองน้ำขาว ใกล้ๆ กับวัดหนองโพ อ.โพธาราม บนลูกเขาบางกะม่านี้หากพระปฏิบัติไม่อดทนพอคงอยู่ยาก เพราะบางกะม่าโดดเด่นอยู่บนยอดภูเขา ตามไหล่เขาก็มีแต่ชนชาวกะเหรี่ยงจนๆ ทั้งสิ้น อาหารการฉันถึงแม้จะบิณฑบาตได้มาก็จริง แต่อาหารกะเหรี่ยงไม่ใช่จะฉันง่ายๆ เพราะรสต่างกันGENTING CROWN
แต่ทางสำนักสงฆ์ก็มีโรงครัวเอง ดูจะสมบูรณ์และสะอาดสะอ้าน ดูเป็นระเบียบด้วย
พระปฏิบัติต้องอดทนและมักน้อยเป็นพื้นฐาน ถ้าพระภิกษุองค์ใดปฏิบัติได้ บางกะม่าก็เป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพระสงฆ์ที่ตั้งใจจะเห็นธรรมจริง!
สำนักสงฆ์แห่งนี้ฉันวันละมื้อและฉันในบาตร วันปกติเช้าต้องออกบิณฑบาต กลับที่พัก บ่ายต้มน้ำและกวาดเช็ดถูศาลา 4 โมงสรงน้ำแล้วกลับที่พักภาวนา
"บวชครั้งแรกก็ไม่มีศรัทธาอะไร บวชเพราะแทนคุณพ่อแม่"
"เรื่องบุญบาปไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจ เห็นเขาบวชก็คงบวชตามประเพณีเท่านั้น"
เมื่อบวชก็ศึกษาธรรม ทั้งอาจารย์ท่านเทศน์สั่งสอน เกิดศรัทธาอยากรู้อยากเห็นธรรมะที่ท่านพูด มาปฏิบัติภาวนานี่แหละจึงพอรู้เรื่องสวรรค์ นรก บาป บุญ คุณ โทษ มีแน่!
วันที่มันเกิดครั้งแรกของการภาวนา มันเกิดตอนเดินจงกรม จิตจึงรู้ จึงเข้าใจได้ สาเหตุเกิดจากไปทำความสะอาดส้วม แล้วทำฝาส้วมแตกเลยถูกครูดุ!
"นักปฏิบัติภาวนาอย่างไร จิตอยู่ที่หนึ่ง สติอยู่ที่หนึ่ง ของแค่นี้ก็รักษาไม่ได้" จากคำพูดหลวงปู่หล้า
6 โมงเย็นที่ภูจ้อก้อ ตั้งใจจะเดินจงกรมภาวนาให้รู้ ให้เข้าใจคำพูดที่หลวงปู่หล้าดุนั้น 3 รอบแรกพุทโธอย่างเดียว ขวาพุทธ ซ้ายโธ มีสติรู้อยู่ เดินอยู่เกือบชั่วโมง จิตผู้รู้มันเกิดมารวมอยู่ตรงกลางหน้าอก! ตัวรู้เด่น ร่างกายเบา ผู้รู้มันเด่นGENTING CROWN
"เลยรู้คำของท่านหลวงปู่ จิตไปกังวลอยู่กับท่าน สติที่ทำเลยขาด" ท่านเล่า
"จิตเป็นสมาธิเป็นอย่างนี้ เลยรู้ขึ้นมา เกิดปีติน้ำตาไหล"
คืนนั้นตั้งใจเดินตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน เพราะมันเกิดปีติขึ้น ไปไหว้พระแล้วนั่งภาวนาต่อถึงตี 4 เรียกว่าคืนนั้นไม่ได้นอน
"มาอยู่ที่นี่ไม่สงสัยมรรคผลในธรรมะ"
อยู่ที่นี่ทำอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั่วโมง ปฏิบัติกับตนเองให้ได้เสียก่อน สวรรค์นรกไม่ต้องสงสัย เพราะเราจะรู้ชัดด้วยตัวของเรา จิตของเราคือผู้รู้!
เหตุจริงๆ มันเกิดที่จิต เวียนว่ายตายเกิดเพราะไปยึด เราไม่รู้ความเป็นจริง!
"จิตที่มีอวิชชา คือมีความหลงอยู่"
"ถ้าเราไม่สามารถทำลายความหลงได้ เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป"
"สมาธิเป็นเรื่องรู้ส่วนตัว เป็นเรื่องพูดยาก ผู้ปฏิบัติถึงจะรู้เอง"
"ความสุขอยู่ที่จิต! ถ้าจะไปหาความสุขที่อื่น มันหาไม่เจอหรอก!"
"การจะหาความสุขที่จิตได้ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม" GENTING CROWN
เมื่อจิตสงบแล้วความสุขจะเกิดขึ้น เราจะรู้เอง เพราะได้สัมผัสเอง
ถ้าจิตเกิดเช่นนี้ คือสงบได้แล้วเราจะเกิดศรัทธา และปฏิบัติให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้!

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น